Friday, September 30, 2016

ผัก 9 ชนิด ที่ไม่ควรกินดิบ


คิดให้ดี ผักดิบ 9 ชนิดนี้ กินมากไปอาจได้โทษ
ผักที่ห้ามกินดิบ จริง ๆ แล้วอาจไม่ถึงกับเป็นผักต้องห้าม ทว่าควรบริโภคแต่น้อยเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพจะดีกว่า
          จริงอยู่ว่าผักผลไม้มีประโยชน์กับร่างกาย ทว่าสิ่งที่ต้องรู้เพิ่มไปอีกอย่างก็คือผักบางชนิดไม่ควรจะกินดิบ ๆ ในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาจก่อโทษมากกว่าประโยชน์ได้ อย่างผัก 9 ชนิดดังต่อไปนี้ที่หากกินดิบบ่อย ๆ อาจเป็นการสะสมสารอันตรายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว
1. กะหล่ำปลี
          กะหล่ำปลีมีวิตามินซีสูง กินแล้วมีประโยชน์แน่ ๆ แต่ต้องปรุงให้สุกก่อนรับประทาน เนื่องจากหากกินกะหล่ำปลีดิบในปริมาณมาก สารออกซาเลต (Oxalate) ในกะหล่ำปลีจะไปจับกับแคลเซียมที่กรวยไต จนกลายเป็นสารแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งหากมีสารตัวนี้ที่กรวยไตมาก ๆ ก็เสี่ยงต่อโรคนิ่วในไตได้ อีกทั้งในกะหล่ำปลีดิบยังมีน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งคนที่มีปัญหาในระบบย่อยอาหารอาจย่อยน้ำตาลชนิดนี้ไม่ได้ และอาจนำไปสู่อาการท้องอืด แน่นท้อง แต่หากนำกะหล่ำปลีไปปรุงสุก น้ำตาลที่ว่าก็จะเปลี่ยนโมเลกุลเป็นสารที่ย่อยได้ง่าย ไร้ปัญหาท้องอืดแน่นอน
          นอกจากนี้ในกะหล่ำปลีดิบยังมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) สารที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายดึงไอโอดีนจากเลือดไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ จนอาจก่อให้เกิดโรคคอหอยพอกได้ แต่กอยโตรเจนจะสลายได้อย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อน ฉะนั้นจึงควรบริโภคกะหล่ำปลีแบบปรุงสุกจะดีกว่า
2. ดอกกะหล่ำ
          พืชชนิดหัวอีกอย่างที่ต้องระวังหากจะกินดิบ ๆ เพราะดอกกะหล่ำก็มีน้ำตาลชนิดเดียวกันกับกะหล่ำปลีด้วย ดังนั้นหากไม่อยากเกิดอาการท้องอืด ก็ควรนำดอกกะหล่ำไปปรุงให้สุกก่อนรับประทานนะคะ
3. บรอกโคลี
          มาตระกูลเดียวกันกับกะหล่ำปลีและดอกกะหล่ำเลย บรอกโคลีมีน้ำตาลที่ควรต้องถูกย่อยด้วยความร้อนก่อนจึงจะไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืด และในบรอกโคลีดิบยังมีฮอร์โมนบางชนิดที่เป็นตัวกระตุ้นความเสี่ยงโรคไทรอยด์ แต่เจ้าฮอร์โมนที่ว่าจะถูกย่อยสลายไปเมื่อโดนความร้อน ดังนั้นบรอกโคลีจึงจัดเป็นผักอีกชนิดที่กินดิบมาก ๆ อาจก่อให้เกิดโทษได้
4. ถั่วฝักยาว
          ถั่วฝักยาวดิบจะมีปริมาณไกลโคโปรตีนและเลคตินค่อนข้างสูง ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนชักนำอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาการท้องเสียได้ในเวลา 3 ชั่วโมงหลังรับประทานถั่วดิบ ๆ เข้าไป ซึ่งทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกายังออกมาเตือนอีกด้วยว่า ไม่ใช่เค่ถั่วฝักยาวเท่านั้นที่กินดิบ ๆ แล้วอาจให้โทษ ทว่าถั่วแดงหรือถั่วดำก็ไม่ควรกินดิบด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ไม่สบายได้นะจ๊ะ
5. ถั่วงอก
          ผักกินสดฮอตฮิตอันดับต้น ๆ อย่างถั่วงอกมักจะมีสารโซเดียมซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารฟอกขาวที่เหล่าพ่อค้า แม่ค้ามักจะนำมาฟอกสีให้ถั่วงอกมีสีขาวน่ารับประทาน อีกทั้งยังเป็นสารที่รักษาความสดของถั่วงอกให้เก็บไว้ขายได้นาน ซึ่งหากผู้บริโภคมีอาการแพ้สารชนิดนี้ หรือกินถั่วงอกดิบในปริมาณมาก ทางศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ก็บอกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ และปวดท้องได้ แต่ถ้าหากนำถั่วงอกไปปรุงสุกก็จะช่วยทำลายสารฟอกขาวได้จนไม่ก่อให้เกิดอันตรายค่ะ
6. หน่อไม้
          ศูนย์ข้อมูลด้านอาหาร กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า ในหน่อไม้สดมี Cyanogenic glycoside ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ อันมีพิษต่อร่างกาย และหากร่างกายได้รับสารตัวนี้ในปริมาณมาก Cyanogenic glycoside จะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบิน ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทุรนทุราย หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำให้ปรุงสุกหน่อไม้หรือนำหน่อไม้ไปดอง (ซึ่งต้องผ่านการต้ม) ก่อนรับประทาน เพราะวิธีการปรุงสุกด้วยความร้อนจะช่วยสลาย Cyanogenic glycoside ได้
7. มันสำปะหลัง
          Cyanogenic glycoside สารตัวนี้ยังตามมาหลอกหลอนในมันสำปะหลังด้วย ซึ่งทางสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้บอกว่า หากรับประทานมันสำปะหลังดิบในส่วนหัว ราก ใบ อาจมีพิษทำให้ถึงตายได้ โดยมีพิษขัดขวางการทำงานของระบบหัวใจและทางเดินโลหิต ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์สมองน้อยลง หรือเบาะ ๆ อาจเกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรืออุจจาระร่วง
8. ผักโขม
          ผักใบเขียวขจีอย่างผักโขมดิบ ๆ มีกรดออกซาลิก (Oxalic) ที่มีฤทธิ์ทำให้ลำไส้ระคายเคือง แถมยังเป็นตัวขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคนิ่วในไตอีกทางหนึ่งได้ด้วย ทว่าเจ้ากรดออกซาลิกตัวนี้จะหมดฤทธิ์ทันทีเมื่อเจอความร้อน ซึ่งก็หมายความว่าเราควรปรุงผักโขมให้สุกก่อนนำมารับประทานนั่นเองนะคะ
9. เห็ด
          เห็ดสดที่มีเนื้อสีขาวทั่วไปมักจะตรวจพบสารอะการิทีน (Agaritine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง แต่จะสลายไปได้เองหากเห็ดเหล่านั้นผ่านการปรุงสุกแล้ว
          อย่างไรก็ดี ขอย้ำกันอีกทีว่าผักเหล่านี้ไม่ใช่ผักต้องห้าม แต่ควรจำกัดปริมาณการบริโภคผักดิบไม่ให้กินเยอะครั้งละเป็นกิโลกรัม หรือรับประทานต่อเนื่องกันทุกวัน ๆ จนเกิดการสะสมของสารที่เป็นโทษต่างหากนะคะ
credit:kapook.com

Tuesday, September 20, 2016

ฟอสฟอรัส มีประโยชน์ อย่างไร

ฟอสฟอรัส


ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ โดยมักพบในรูปเกลือฟอสเฟต ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่พบได้มากในร่างกายโดยมีน้ำหนักร้อยละ 1 ของน้ำหนักร่างกาย ปริมาณฟอสฟอรัสสูงสุดที่ร่างกายรับได้ในแต่ละวันในผู้ที่อายุ 9-18 ปี คือ 1,250 มิลลิกรัม และผู้ที่อายุ 19 ปีขึ้นไป คือ 700 มิลลิกรัม การตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตรไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความต้องการฟอสฟอรัสในแต่ละวัน


แหล่งของฟอสฟอรัส

ฟอสฟอรัสในอาหารมีทั้งในรูปแบบฟอสฟอรัสอินทรีย์ (เช่น ฟอสฟอรัสในสารพันธุกรรม) และฟอสฟอรัสอนินทรีย์ (เกลือฟอสเฟต) โดยฟอสฟอรัสในอาหารจะถูกเปลี่ยนเป็นรูปฟอสฟอรัสอนินทรีย์ก่อนถูกร่างกายดูดซึมไปใช้ การดูดซึมฟอสฟอรัสของร่างกายไม่ขึ้นกับปริมาณฟอสฟอรัสในอาหาร กล่าวคือ แม้ร่างกายจะได้รับฟอสฟอรัสจากอาหารในปริมาณต่ำ แต่ร่างกายก็ยังดูดซึมฟอสฟอรัสในอัตราตามปกติ (แตกต่างจากแคลเซียมที่ปริมาณการดูดซึมสามารถเปลี่ยนแปลงตามปริมาณแคลเซียมในอาหารได้) โดยฟอสฟอรัสจะถูกซึมด้วยการแพร่ตามปกติ และด้วยตัวขนส่งซึ่งอาศัยวิตามินดีในการทำงาน การดูดซึมฟอสฟอรัสในทางเดินอาหารถูกขัดขวางได้ด้วยอะลูมิเนียม และแคลเซียมในอาหารหรือยาบางชนิด (เช่น ยาลดกรด ยาแก้ท้องอืดบางชนิด)


เนื่องจากฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบของเซลล์ อาหารเกือบทุกประเภทจึงเป็นแหล่งที่ดีของฟอสฟอรัส ยกเว้นเมล็ดพืชทุกประเภท เนื่องจากจะสะสมฟอสฟอรัสในรูปกรดไฟติก ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ อย่างไรก็ตามในอาหารประเภทยีสต์ และแบคทีเรียบางชนิดในลำไส้ สามารถผลิตเอนไซม์ที่ย่อยกรดไฟติกได้ ทำให้ร่างกายได้รับฟอสฟอรัสจากกรดไฟติก (เช่น ขนมปัง เมล็ดธัญพืชที่ใช้ยีสต์ทำให้ฟู)


อาหารที่เป็นแหล่งที่ดีของฟอสฟอรัส ได้แก่ นม นมแม่ (โดยฟอสเฟตจากนมแม่จะลดลงอย่างมากในช่วง 4-25 สัปดาห์หลังคลอด) และนมถั่วเหลืองนอกจากนี้ยังสามารถพบฟอสฟอรัสปริมาณสูงได้ในน้ำอัดลม และสารกันบูดในอาหารอีกด้วย


ผลของฟอสฟอรัสต่อร่างกาย

ฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบเซลล์ ฟอสฟอรัสอินทรีย์พบในฟอสโฟลิพิด ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ ในกรดนิวคลีอิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสารพันธุกรรม และพบในสารอนุพันธ์ของกรดนิวคลีอิก เช่น อะดีโนซีนไตรฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวสะสมและจ่ายพลังงานในปฏิกิริยาต่างๆ


นอกจากนี้ฟอสฟอรัสในรูปสารอนินทรีย์ยังเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูก และกระดูกอ่อน เนื่องจากฟอสฟอรัสที่ร่างกายใช้ในปฏิกิริยาต่างๆ สามารถถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ร่างกายจึงต้องการฟอสฟอรัสในปริมาณที่เพียงพอต่อการสร้างกระดูก การขับฟอสฟอรัสออกจากร่างกาย และการผลัดเซลล์ผิวหนังใหม่


การได้รับฟอสฟอรัสจากอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกาย ทำให้ปริมาณฟอสฟอรัสในเลือดต่ำ ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะเบื่ออาหาร โลหิตจาง กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย ปวดกระดูก ภาวะกระดูกอ่อน (osteomalacia) อ่อนเพลีย ติดเชื้อง่าย ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน ภาวะเสียสหการ สับสน และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


อย่างไรก็ตามเนื่องจากปริมาณฟอสฟอรัสในอาหารมีมากอย่างเหลือเฟือ ภาวะขาดฟอสฟอรัสเนื่องจากการได้รับฟอสฟอรัสจากอาหารไม่เพียงพอ จึงพบเฉพาะในผู้ที่อดอาหารเป็นระยะเวลานาน หรือใช้ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมเป็นองค์ประกอบในขนาดสูงและต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่ภาวะที่พบในบุคคลทั่วไป


การรับประทานฟอสฟอรัสมากเกินไปทำให้เกิดภาวะสมดุลแคลเซียมเปลี่ยนแปลง แคลเซียมตกตะกอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในไต และเกิดภาวะกระดูกอ่อนได้ อย่างไรก็ตามภาวะพิษจากฟอสฟอรัสเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย โดยจะเกิดขึ้นเมื่อรับประทานฟอสฟอรัสมากกว่า 3 กรัมต่อวัน


ปฏิกิริยาระหว่างยา

การใช้ยาบางชนิดอาจส่งผลให้เกิดภาวะฟอสฟอรัสในเลือดต่ำได้ เช่น ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมเป็นองค์ประกอบ ยาขับลมที่มีส่วนประกอบของโซเดียมไบคาร์บอเนต และยาอื่นๆ เช่น อะเซตาโซลาไมด์ (acetazolamide) ฟอสคาร์เนท (foscarnet) เพนทามิดีน (pentamidine) อิมาทินิบ (imatinib)


ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ฟอสฟอรัสเป็นสารอาหารที่พบได้อย่างเหลือเฟือในอาหาร จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานฟอสฟอรัสเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่อย่างใด

สับปะรด ผลไม้มากคุณค่า

สัปปะรดผลไม้สีเหลืองมากคุณค่า

สับปะรดผลไม้บ้านๆ ที่ไม่มีใครไม่รู้จักนะคะ สับปะรดเป็นผลไม้สีเหลืองที่มีสารอาหารซ่อนอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบีสองและไนอะซิน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายแทบทั้งสิ้น สับปะรดนั้นเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณหลายด้านจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องความสวยความงามหรือแม้กระทั่งสรรพคุณในการรักษาโรค วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสับปะรดกันค่ะ

สัปปะรดกับการรักษาโรค

วิตามินซีที่มีอยู่มากในผลไม้ชนิดนี้จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้แลดูเปล่งปลั่ง และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อีกทั้งยังมีแคลเซียมที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ซึ่งใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟัน เช่น เหงือกร่น เสียวฟันบ่อยๆ ลองกินสัปปะรดเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพในช่องปากของเราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สารโบลามีในสัปปะรดยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ย่อยอาหาร บำรุงไต และที่สำคัญก็คือ จะช่วยทำปฏิกิริยาต่อต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งภายในร่างกายได้ด้วย ซึ่งถ้าหากเรานำรากและใบสับปะรดสด ไปต้มกับน้ำและนำมาดื่ม ก็จะใช้ดื่ม ก็จะช่วยขับปัสสาวะ ทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร และระบบลำไส้ได้เป็นอย่างดี

สัปปะรดช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

– วิตามินซีในสัปปะรดจะช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ร่างกายของเราจึงไม่ติดเชื้อได้ง่าย

– เพราะในสับปะรดนั้นมีกากใยอาหารมากมาย จึงเป็นตัวช่วยลดคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีเอนไซม์ตามธรรมชาติที่ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งได้อีกด้วย

– ในสับปะรดจะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่มีส่วนช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ภายในร่างกาย

– เอนไซม์โบรมีลีนจะช่วยยับยั้งการอักเสบของผิวหนังหรือบาดแผลได้ ซึ่งชาวอเมริกาในสมัยโบราณใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผลด้วย

สัปปะรดกับความงาม

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าในสัปปะรดนั้นมีวิตามินหลายชนิดที่ช่วยให้ผิวพรรณและช่วยในเรื่องของการลดความอ้วนด้วย เรามาดูสรรพคุณของเจ้าสัปปะรดในด้านความงามกันบ้างดีกว่าค่ะ

- สัปปะรดช่วยบำรุงเล็บให้แข็งแรง และมือให้นุ่มชุ่มชื่น สาวๆ คนไหนที่มีปัญหาเล็บเปราะแตกหักง่าย หรือมีปัญหามือแห้งเหี่ยวดูไม่สดใส การกินสัปปะรดจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ นอกจากนี้หากเรานำน้ำสัปปะรดมาแช่มือไว้สัก 20 นาที ก็จะช่วยให้มือนุ่มขึ้นได้ค่ะ

- สัปปะรดกับการลดความอ้วน เพราะในสัปปะรดนั้นจะมีกากใยอาหารอยู่มากเป็นพิเศษ เมื่อกินเข้าไปแล้วจึงช่วยให้เราอิ่มท้องได้นานขึ้น แถมยังช่วยย่อยสลายไขมันในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วยล่ะ

ตาแห้ง... แก้ได้แค่ผ่อนคลาย

ตาแห้งดีขึ้นได้ด้วยการผ่อนคลายสายตา

อาการตาแห้งเป็นอาการทางสายตาอย่างหนึ่งที่สามารถพบได้บ่อย ในกลุ่มคนทำงานหรือคนที่ต้องใช้สายตาเป็นเวลานาน ทั้งมองจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บแล็ต การผ่อนคลายสายตาจึงเป็นการป้องกันโรคตาแห้งที่ดีที่สุด วันนี้เรามีวิธีป้องกันและถนอมดวงตามาฝากกันค่ะ

น้ำตาของคนเรานั้น มีประโยชน์ในการช่วยเคลือบและคลุมผิวตาไม่ให้แห้ง หล่อลื่นดวงตาให้เกิดความสบายตา ลดการระคายเคืองทุกครั้งที่เรากระพริบตา และที่สำคัญคือมีสารซึ่งมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค หากน้ำตาน้อยจะทำให้เกิดภาวะตาแห้ง ส่งผลให้เกิดความไม่สบายตาและตามัว

อาการตาแห้งมีหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อย คือ มีการสร้างน้ำตาลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุมากขึ้น การรับประทานยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ ยาคลายเครียด การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ถูกวิธี ภูมิแพ้ที่ตาหนังตาหรือเยื่อตาอักเสบเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่เคยทำเลสิก ผ่าตัดตา ผู้มีปัญหาหลับตาไม่สนิท ตลอดจนช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ลมแรง ดื่มน้ำน้อย การอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ก็สามารถทำให้น้ำตาระเหยไปได้เช่นกัน

ดังนั้นการดูแลและป้องกันตาแห้ง ควรดูตามสาเหตุ

หากต้องใช้สายตาหรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ควรพักสายตาทุก 30-60 นาที ด้วยการหลับตา 1-2 นาที กะพริบตาบ่อยๆ
ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ก็ไม่ควรใส่นานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน
ผู้ที่ต้องรับประทานยาที่แก้แพ้เป็นประจำ อาจจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมช่วย
ดื่มน้ำมากๆ
หลีกเลี่ยงที่ที่มีลมแรง แต่ถ้าต้องอยู่ในที่ที่อากาศแห้ง ร้อน หรือมีลมพัด ควรสวมแว่นเพื่อ กันแดดและลมที่เป็นสาเหตุทำให้ตาแห้งได้
รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา พวกผัก ผลไม้ ปลาหรืออาหารทะเล ที่มีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 จะช่วยให้น้ำตาระเหยช้าลง
อย่างไรก็ตาม เราควรทะนุถนอมดวงตาด้วยการพักสายตาเป็นระยะๆ ไม่ใช้สายตาติดต่อกันนานๆ หลายชั่วโมง และกะพริบตาบ่อยๆ ให้มีน้ำตาเคลือบตาตลอดเวลา เพราะถ้าเราปล่อยให้ตาแห้งมากๆ จะทำให้กระจกตาไม่เรียบใส ผิวกระจกตาอักเสบ จะทำให้มีอาการระคายเคืองและตาพร่ามัวได้

Friday, September 16, 2016

9 อาหารแคลอรี่ต่ำ

อาหารแคลอรีต่ำ 9 อย่าง ที่น่าหม่ำสุดๆ

อาหารแคลอรี่ต่ำกว่า 100 แคลอรี่ อาจจะดูน่าเบื่อเพราะมันจะทำให้คุณไม่สามารถกินขนมขบเคี้ยวอร่อยๆต่างๆได้ตามชอบใจได้ แต่แน่นอนว่าอาหารแคลอรี่ต่ำหลายๆอย่างก็อร่อยและมีประโยชน์ทานได้ไม่ยั้งโดยไม่เพิ่มปริมาณแคลอรี่ให้กับคุณ สามารถนำไปปรับเปลี่ยนให้เป็นเมนูต่างๆได้หลากหลายขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสามารถควบคุมแคลอรี่ในอาหารนั้นได้แค่ไหนค่ะ

1. ไข่
อาหารแคลอรี่ต่ำอย่างไข่มีแคลอรี่เพียง 70-80 แคลอรี่ต่อหนึ่งฟอง แน่นอนไข่เป็นอาหารที่ทำง่ายและมีอยู่เกือบทุกเมนู แต่เน้นการปรุงด้วยวิธีอบ ต้ม นึ่งดีกว่านะคะ ไม่เช่นนั้นอาหารแคลอรี่ต่ำจะกลายเป็นอาหารเพิ่มความอ้วน เปลี่ยนจากไข่ดาว ไข่เจียวมาเป็นไข่ลวก ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น สารพัดไข่ซึ่งมันให้คุณได้รับแคลอรี่ไม่เกิน 100 แคลอรี่แน่นอน

2. มันเทศ
มันเทศเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำที่เหมาะจะนำมาเป็นขนมขบเคี้ยวที่ดี เพราะมันเทศมีแคลอรี่เพียง 55 แคลอรี่ ทั้งยังไม่มีน้ำมันและไม่ทำให้คุณต้องกังวลเกี่ยวกับการจำกัดจำนวนแคลอรี่

3. ถั่วเหลือง
ถั่วเหลืองคั่วกรอบเป็นอะไรที่อร่อยมาก และข่าวดีก็คือถั่วเหลืองนับเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ ที่มีแคลอรี่ต่ำกว่า 100 แคลอรี่ ถั่วเหลือง 3 ช้อนโต๊ะจะมีปริมาณเพียงแค่ 80 แคลอรี่เท่านั้น คุณจึงสามารถเพลิดเพลินกับมันได้อย่างน่าพอใจทีเดียว

4. แตงโม
อาหารแคลอรี่ต่ำเช่น แตงโมช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น มีกำลังอยากจะทำสิ่งต่อไป แตงโมเป็นผลไม้ที่เหมาะมากกับฤดูร้อน คุณไม่ต้องกังวลกับการหม่ำแตงโมให้สดชื่นทุกวัน เพราะแตงโมให้แคลอรี่เพียง 90 แคลอรี่เท่านั้น

5. บลูเบอร์รี่
หากอาหารที่คุณทานเข้าไปไม่ค่อยจะมีประโยชน์สักเท่าไหร่แถมแคลอรี่ยังมหาศาล ลองหันมาหาอาหารว่างที่กินแล้วสดชื่นและเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำอย่างบลูเบอร์รี่ เพราะมันให้พลังงานแค่ 85 แคลอรี่ และยังอุดมสมบูรณ์ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เกลือแร่ และบรรดาสิ่งดีๆที่ ร่างกายของคุณต้องการจริงๆ คุณสามารถทานบลูเบอร์รี่สดเป็นอาหารว่างยามบ่าย หรือนำมาผสมกับโยเกิร์ตและซีเรียลของคุณเป็นอาหารเช้าเพื่อสุขภาพของคุณเอง

6. ลูกพีช
อาหารแคลอรี่ต่ำได้แก่ พีชขนาดกลางหนึ่งลูกได้รับ 40 แคลอรี่ หมายความว่าคุณสามารถทานผลไม้ได้โดยไม่ทำลายขีดจำกัดของแคลอรี่ 100 แคลอรี่ คุณสามารถแบ่งครึ่งซึ่งมีประมาณ 20 แคลอรี่ใส่ไว้ในเครื่องปั่น แล้วเทโยเกิร์ต 6 ออนซ์ (อีก 80 แคลอรี่) และปั่นรวมกัน คุณก็จะได้ทานอาหารแคลอรี่ต่ำกว่า 100 เป็นของว่าง!

7. Oyster Crackers
หากคุณชื่นชอบคุกกี้หรือแครกเกอร์ อาหารแคลอรี่ต่ำอย่าง Oyster Crackers เป็นอาหารแคลอรี่ต่ำที่จะทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับการทานกับเพื่อนได้ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะเกินขีดจำกัด เพราะว่าแคร๊กเกอร์ชนิดนี้มีเพียงแค่ 60 แคลอรี่เท่านั้น

8. ขนมเจลาติน
ขนมเจลาตินเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำที่น่าแปลกใจ เพราะมีแคลอรี่อยู่ในระดับ 10 ถึง 30 แคลอรี่ต่อถ้วยซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรส แต่ขนมเจลาตินอาจจะดูเป็นของหวานเกินไป หรืออาจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดี อาจจะต้องมีน้ำแข็งเพื่อทำให้อร่อยยิ่งขึ้นก็ได้

9. หัวไชเท้า
หัวไชเท้าฟังดูไม่ค่อยน่าทานเท่าไหร่ แต่มันเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำที่ให้แคลอรี่เพียงแค่ 14 แคลอรี่เท่านั้น หัวไชเทาเป็นแหล่งอาหารที่ดีของวิตามิน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัสทองแดงและเหล็ก ซึ่งหมายความว่าคุณควรจะมีสารอาหารเหล่านี้ในร่างกายแม้ว่าคุณไม่ได้ใส่ใจที่จะทานก็ตาม

คุณอยากทานอาหารแคลอรี่ต่ำอร่อยๆเหล่านี้แล้วหรือยังคะ นอกจากแคลอรี่ต่ำแล้วยังมีประโยชน์มากมาย ที่นี้ก็ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารเพื่อใส่เจ้าพวกนี้เป็นส่วนประกอบ แต่อย่าลืมหาอย่างอื่นทานควบคู่ไปด้วย เช่น พวกคาร์โบไฮเดรต มันอาจไม่ได้เป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ แต่คุณก็จำเป็นต้องรับประทานเพื่อทำให้สุขภาพคุณแข็งแรงด้วยการรับอาหารครบทุกหมู่

Thursday, September 15, 2016

ชีวิตเปรียบเหมือนการเดินทางไกล

"การค้นหาชีวิต..
เปรียบเหมือนการเดินทางไกล"
...
หนทางที่ยากลำบาก
นำมาซึ่งความอดทน

อุปสรรคขวากหนาม
นำมาซึ่งสติปัญญา

การวิเวกเพียงลำพัง
นำมาซึ่งการค้นพบตัวตน

พบพานหลายวิถีชีวิต
นำมาซึ่งสัจธรรม
...

สิ่งเหล่านี้..
จะหล่อหลอม ให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง
รู้จักแยะแยะความจริง และสิ่งสมมติ
ท้ายที่สุด เมื่อเราไม่ทิ้งความเพียร
จนไปถึงปลายทางได้นั้น

เราจะพบว่า..
สิ่งที่อยู่ตรงจุดหมาย
ไม่ได้สำคัญแต่ประการใด
หากแต่สิ่งสำคัญนั้น
กลับอยู่ระหว่างทาง
ที่เราได้พบเจอ
...
แต่ละย่างก้าวที่เราได้เรียนรู้
สัมผัส และเข้าใจอย่างถ่องแท้
ณ.เวลาเหล่านั้นต่างหาก
คือ.."แก่นชีวิตที่แท้จริง"

- ปรัชญาเด็กชงชา -
ขอบคุณภาพจาก เรื่องเล่าในป่าไผ่
ขอขอบคุณที่มา : Lek Saowaros

Wednesday, September 14, 2016

สรุป: ชีวิตที่เรียบง่าย ให้ความสุข ความสะดวกกับการใช้ชีวิต ที่เหลืออยู่...

ไม่เจ็บปวดแต่ก็ต้อง : บำรุง

 ไม่กระหายแต่ก็ต้อง : ดื่มน้ำ

 ว้าวุ่นแค่ไหนก็ต้อง : ปล่อยวาง

 มีเหตุมีผลแต่ก็ต้อง : ยอมคน

 มีอำนาจแต่ก็ต้องรู้จัก : ถ่อมตน

 ไม่เหนื่อยแต่ก็ต้อง : พักผ่อน

 ไม่รวยแต่ก็ต้อง : รู้จักพอเพียง

 ธุระยุ่งแค่ไหนก็ต้อง : รู้จัก พักผ่อน

หมั่นเตือนตน: ชีวิตนี้สั้นนัก


หากเวลาของคุณยังมีเหลือเฟือ ส่งต่อข้อความเหล่านี้ต่อให้เพื่อนของคุณ ให้เพื่อนได้อ่านบ้าง เพื่อจะได้ใส่ใจตัวเองบ้าง  และยังมีอีกว่า  ....

อยากกิน.....................................กิน
อยากเที่ยว..............................เที่ยว
เรื่องกลุ้ม......อย่าเก็บไว้ให้ปล่อยไป
วางใจให้สุขสบาย..............ทุกเพลา
เวลาที่ยังจับมือไหว...........ให้เชิญเพื่อนมาสังสรรค์
เวลาที่ยังกอดไหว .............ให้โอบกอดให้ชื่นใจ
ทำหน้าที่พ่อ............ แม่ ลูก สามี ภรรยา พี่ น้องเพื่อนที่ดีต่อไป
เวลาที่อยู่ด้วยกัน ........อย่าได้โกรธกันง่ายๆ

จงเผื่อแผ่ความสุขให้คนรอบข้าง

..รักนะคะ ...





Monday, September 5, 2016

10 วิธีง่ายๆ ซักผ้าให้สะอาด ด้วย น้ำส้มสายชู

ประโยชน์ของน้ำส้มสายชู

คุณสมบัติที่น่าอัศจรรย์ในการซักเสื้อผ้า ด้วย 10 วิธีง่ายๆเหล่านี้

ความน่าอัศจรรย์! 10 คุณสมบัติเจ๋งๆของน้ำส้มสายชู ที่ช่วยให้การซักเสื้อผ้าเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น

สิ่งนี้จะช่วยให้คุณประหยัดและง่ายในการทำให้เสื้อผ้าของคุณขาวสะอาดเหมือนใหม่โดยปราศจากสารเคมี

การซักผ้าด้วยมือเป็นงานที่ยุ่งยากและน่าเบื่อที่จะต้องพยายามกำจัดคราบบางอย่างให้หายไป ผงซักฟอกที่มีคุณภาพก็มีราคาแพงเกินไป มีส่วนผสมที่สามารถจัดการกับปัญหาทั้งหมดนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

เพียงแค่คุณใช้น้ำส้มสายชู สิ่งที่คุณต้องทำคือการใส่น้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อยในเครื่องซักผ้า คุณจะได้ผลลัพธ์อย่างที่น่าพอใจแถมยังประหยัดเงินและเวลาอีกด้วย

น้ำส้มสายชู มีคุณสมบัติที่น่าอัศจรรย์ในการซักเสื้อผ้า ด้วย 10 วิธีง่ายๆเหล่านี้

1.ใส่น้ำส้มสายชูลงไปในถ้วยน้ำร้อนเพียงเล็กน้อย จากนั้นแช่เสื้อผ้าที่สกปรก ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนและนำมาซักในเช้าวันรุ่งขึ้น

2.ถ้าจะซักชุดชั้นในหรือชุดว่ายน้ำ คุณควรเติมน้ำส้มสายชู 6 ช้อนโต๊ะ จากนั้นก็ซักด้วยมือและแช่ทิ้งไว้ในส่วนผสมนี้ประมาณ 30 นาที จากนั้นเติมน้ำส้มสายชูลงไปอีก 6 ช้อนโต๊ะ และซักด้วยมือต่อ ปล่อยแช่ทิ้งไว้อีกครึ่งชั่วโมง

3.ส่วนผสมที่น่าอัศจรรย์นี้ จะช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และกำจัดกลิ่นบุหรี่ได้เป็นอย่างดี

4.ขจัดคราบเหงื่อและกำจัดกลิ่นบนเสื้อผ้าสีขาวของคุณโดยใช้น้ำส้มสายชู


5.นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้เป็นน้ำยาปรับผ้านุ่ม เพียงคุณเทลงไปเล็กน้อยในช่องที่กำหนดไว้ของเครื่องซักผ้า

6.คุณควรเทน้ำส้มสายชูประมาณ ½ ถ้วย ลงบนเสื้อผ้าของคุณก่อนที่จะนำลงเครื่องซักผ้า วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยขจัดคราบสารตกค้างจากผงซักฟอกหลังจากการซักและยังช่วยปกป้องสีของผ้า

7.เพื่อกำจัดสารตกค้างของผงซักฟอกหลังการซัก ควรเติมน้ำส้มสายชูลงไป ½ ถ้วยก่อนที่จะใส่เสื้อผ้าลงในเครื่องซักผ้า

8.น้ำส้มสายชูยังช่วยกำจัดขนจากเนื้อผ้า เช่น เส้นผม และ ขนสัตว์

9.คุณสามารถหลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตรายได้โดยใช้น้ำส้มสายชูล้างทำความสะอาดเครื่องซักผ้าเท่านั้น 10.คุณจะประหยัดค่าใช้จ่ายเพียงแค่ใช้น้ำส้มสายชู

Line Share

สวัสดีคะ ทุกท่านที่ได้ผ่านเข้ามาที่บล็อกแห่งนี้



การสร้างบล็อกนี้ก็เพื่อ ขอแชร์บทความที่น่าสนใจและเห็นว่ามีประโยชน์ ที่ได้รับจาก LINE
มาแบ่งปันกับเพื่อน ๆ และผู้ที่รักการอ่าน และการแสวงหาความรู้

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ นะคะ

.....
Share -Share- Line