Sunday, February 12, 2017

ชีวิตคู่

"ชีวิตคู่..หมายถึง การอยู่เพื่อดูแลกันและกัน"
(เรื่องดีๆที่ต้องอ่าน)
เพื่อนเก่าได้กลับมาพบกัน ต่างก็พาภรรยาตนมาร่วมทานข้าว ผู้หญิงก็พูดคุยกันเรื่องบ้านและเรื่องสามี ส่วนทางด้านฝ่ายชายพวกเขาอยู่นอกระเบียงสูบบุหรี่และพูดคุยกัน

นาย A พูดกับ นาย B ว่า : ภรรยานายสวยมาก
นาย B มองไปยังภรรยาที่กำลังหัวเราะอยู่ เขายิ้มและพูดว่า : ใช่ เธอสวยมาก

นาย A :คู่นายเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นานใช่มั้ย ?
นาย B : แต่งกันได้ประมาณ 10ปีแล้ว

นาย A (พูดด้วยความประหลาดใจ)เป็นไปได้ไง ! ผมมองดูพวกคุณทั้งสองเหมือนเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นานเลย นายดูคู่ผมสิ..!! ภรรยาผมเธอเปลี่ยนไปมากจากแต่ก่อน เธอไม่เหมือนช่วงก่อนแต่งงานเลย แถมเธอยังซกมกด้วย ไม่สวยเหมือนแต่ก่อน เวลาที่มองเห็นเธอแล้วกลับรู้สึกน่ารำคาญด้วยซ้ำไป เวลาออกไปข้างนอกแทบไม่อยากพาเธอออกไปด้วยเลย! แต่ผมดูภรรยานายแล้วเหมือนเธอจะทำงานบ้านไม่เป็นรึปล่าว! เพราะถ้าเรื่องงานดูแลบ้านภรรยาผมเขาดูแลได้ดีมากเลย อย่างน้อยเธอก็ดีในเรื่องนี้ เธอน่ะเป็นแม่บ้านที่ดีเลยล่ะ

นาย B (หัวเราะและพูดว่า) : นายคิดผิดแล้วหล่ะ ภรรยาผมเธอสวยน่ะเรื่องจริง แต่เรื่องงานบ้านความจริงแล้ว เธอก็ทำได้ทุกอย่างเช่นกัน และก็ทำได้ดีด้วย ลูกสาวก็ได้ความสวยมาจากเธอเลยล่ะ

นาย A (สีหน้าเปลี่ยนไป )ทำไมผู้หญิงเหมือนกันแต่ช่างแตกต่างกันมากเหลือเกิน ?
นาย B : ไม่ว่าเธอชอบทำอะไร ชอบกินอะไร หรือเธออยากจะทำอะไรผมรู้หมด และไม่เคยอายที่จะผูกเชือกรองเท้าให้เธอแม้จะเป็นสถานที่ที่มีผู้คนเยอะแยะก็ตาม เธอเหนื่อยก็จะนวดให้เธอ หลังเลิกงานก็จะซื้อของกินที่เธอชอบกลับบ้านให้เธอ ทุกเช้าที่ตื่นนอนก็จะหอมหน้าผากเธอ วันที่ฝนตกหากอยู่อีกที่หนึ่งก็สามารถไปรับเธออีกที่ได้เสมอ เธอไม่กล้าซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอางเพราะเธอคิดว่ามันฟุ่มเฟือย ส่วนมากจะเป็นผมที่ซื้อให้เธอ นายทำได้ไหม ? นายเคยทำอะไรเพื่อภรรยาไปบ้าง ?

นาย A (หน้าแดงเพราะเขาไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้นให้กับภรรยาตัวเองเลย): เวลาที่อารมณ์ไม่ดีก็จะชักสีหน้าใส่เธอ เมื่อวานนี้เองก็เพิ่งทะเลาะกับเธอเพราะเรื่องที่เธอไปซื้อเสื้อไหมพรม
นาย B : ทำไมนายไม่รักไม่เอาใจใส่ภรรยาตัวเองเลย และไม่ทำอะไรเพื่อภรรยาตัวเอง ผู้หญิงเมื่อเธอขาดความรักความเอาใจใส่ ก็เหมือนดอกไม้ที่ขาดน้ำ ไข่มุกที่ขาดความเงางาม เธอต้องคอยดูแลบ้านเลยไม่มีเวลาแต่งตัว เธออาจไม่เหมือนแต่ก่อน แล้วนายทำไมไม่ช่วยเธอหล่ะ ? ดูภรรยานายสิ เมื่อกี้ที่เธอเดินผ่านไป ผมยังได้กลิ่นควันกลิ่นอาหารจากตัวเธอ...แต่ลองดูภรรยาผมสิ ก่อนที่พวกเราจะกลับมาถึงบ้าน เธอตุ๋นซุปเตรียมไว้ให้พวกเรา แต่ก็ไม่เหมือนเธอเพิ่งเข้าครัวเลย นายได้กลิ่นไหม ? ก็เพราะเธออาบน้ำแต่งตัวใหม่เรียบร้อยแล้ว แถมยังได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆจากตัวเธอ เพราะเธอไม่อยากให้ผมเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นไงล่ะ

เมื่อคุยกันได้สักพักนาย A จับมือภรรยาตัวเองที่ดูเหนื่อยล้าและพูดกับเธอว่า : "เหนื่อยแล้วใช่มั้ย ? เรากลับบ้านกันเถอะ "

มันคือเรื่องจริงของชีวิตคู่...ที่เราควรย้อนมองกลับมาดู

ชีวิตของสามีภรรยา หากทั้งคู่ต่างดูแล เข้าใจ และอภัยให้กันได้ หรือเป็นฝ่ายที่ให้ได้มากกว่า บ่นให้น้อยลง เท่านี้เราก็จะมีชีวิตคู่ที่มีความสุขได้ในทุกวันครับ...

Cr: Forward Mail

Saturday, February 11, 2017

ต้นอ่อนทานตะวัน มีประโยชน์มากขนาดนี้

ต้นอ่อนทานตะวัน พืชจิ๋วมากประโยชน์

ต้นอ่อนทานตะวันเป็นผักเพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยรสชาติที่อร่อย หาทานง่าย อีกทั้งแคลอรีน้อยทานแล้วไม่อ้วน จึงไม่ยากเลยที่จะขึ้นมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพจานโปรดของสาวๆ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับต้นอ่อนทานตะวันและประโยชน์ที่มากมายของพืชผักเล็กจิ๋วชนิดนี้กันค่ะ

มาทำความรู้จักลักษณะของต้นอ่อนทานตะวันกันเถอะ

ต้นอ่อนทานตะวันเป็นต้นอ่อนเล็กๆ ที่มีอายุเพียงแค่ 7 – 11 วันเท่านั้น ซึ่งพืชต้นเล็กๆ นี่แหละค่ะที่ว่ากันว่าเปี่ยมด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากมาย ประโยชน์จากต้นอ่อนทานตะวัน อย่างเช่น มีโปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ไฟเบอร์ โพแทสเซียม สังกะสีและไขมันชนิดดีต่อร่างกาย นอกจากนี้ ต้นอ่อนทานตะวันปริมาณ 1/4 ถ้วยยังมีไขมันสูง 16 กรัม โดยมีไขมันอิ่มตัว 2 กรัม ไขมันแบบไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนอีก 8 กรัม และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว 6 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 6 กรัม โปรตีน 6 กรัมและปริมาณไฟเบอร์ 2 กรัม ไขมันที่พบจากต้นอ่อนทานตะวันนั้นล้วนแล้วแต่เป็นไขมันเพื่อสุขภาพโดยจะช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วย

นอกจากนี้ ต้นอ่อนทานตะวัน 1/4 ถ้วยยังมีปริมาณของธาตุเหล็กมากถึง 8% ของปริมาณธาตุเหล็กที่ร่างกายเราควรได้รับต่อวัน และยังมีแคลเซียม 2% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันเช่นกัน นับว่าต้นอ่อนทานตะวันนี้เป็นพืชอันทรงคุณค่าที่มีประโยชน์มหาศาลอย่างยิ่ง

สารอาหารจากต้นอ่อนทานตะวันที่ดีต่อร่างกาย

ในต้นอ่อนทานตะวันมีสารที่เรียกว่า GABA (gamma aminobotyric acid) โดยมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง บำรุงเซลล์สมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ บำรุงผิว ชะลอความแก่ บำรุงสายตาและช่วยควบคุมน้ำหนัก ประโยชน์จากต้นอ่อนทานตะวัน ยังไม่หมดลงแต่เพียงเท่านั้นนะคะ เพราะยังมีวิตามินบี 1 บี 6 วิตามินอี ซีและเซเลเนียม มีกรดไขมันโอเมก้า 3, 6, 9 และยังมีโฟเลทสูงซึ่งดีต่อสุขภาพผู้หญิงตั้งครรภ์ ทั้งยังช่วยกำจัดเชื้อโรคภายในปอดได้ เพราะในศาสตร์แพทย์แผนอายุรเวทโบราณได้บอกไว้ว่า ต้นอ่อนทานตะวันจะสามารถทานเพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจได้ด้วยนั่นเอง

ต้นอ่อนทานตะวันกับโทษที่มีต่อสุขภาพ

อาหารการกินทุกชนิดหากมีประโยชน์ก็ย่อมมีโทษให้กล่าวถึงเช่นกัน และต้นอ่อนทานตะวันก็เหมือนกันนะคะ ถึงจะมี ประโยชน์จากต้นอ่อนทานตะวัน มากมาย หากเรารับประทานในปริมาณที่มากเกินไปก็ย่อมเกิดโทษต่อสุขภาพ เนื่องจากมันมีปริมาณไขมันมากจึงทำให้ทานแล้วร่างกายได้รับแคลอรีสูงตาม ส่งผลทำให้อ้วนขึ้นได้ เพราะต้นอ่อนทานตะวัน 1/4 ถ้วยให้ปริมาณแคลอรีสูงมากถึง 190 มิลลิกรัมนั่นเอง เพราะฉะนั้น ทานในปริมาณพอดีดีกว่านะคะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ ประโยชน์ต้นอ่อนทานตะวัน

Thursday, February 9, 2017

ค่าโง่....

"ค่าโง่"

39 ปีที่แล้ว...ผมเริ่มต้นทำงานกับบริษัทการเงินข้ามชาติ ที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก...

35 ปีที่แล้ว...ผมแต่งงานกับเธอที่ผมรักที่สุด เราต่างสัญญาจะสร้างอนาคตร่วมกัน เธอจะเป็นคนข้างหลังเพื่อให้ผมประสบความสำเร็จทางการงานตามที่ตั้งใจ...ในขณะที่การงานของผมก้าวหน้าไปมากอย่างรวดเร็ว...

29 ปีที่แล้ว...เธอคลอดลูกชายคนแรกให้ผม ในขณะที่ผมติดประชุมที่ญี่ปุ่น ผมขอโทษเธอ สัญญากับเธอว่า ผมขอเวลาทำงานอีกระยะเพื่อครอบครัว...ผมกลับเมืองไทย รับขวัญลูกและขอโทษเธอด้วยตำแหน่งงานที่ก้าวหน้ากว่าเดิม...ฝันของเราใกล้เป็นจริง...

24 ปีที่แล้ว...เธอคลอดลูกสาวที่เราเฝ้ารอคอย ผมได้เห็นหน้าลูกสาวแค่วันเดียว เพราะต้องเดินทางไปประชุมใหญ่ที่ออสเตรเลีย ผมสัญญาว่าผมจะทำงานอีกไม่นาน จากนั้นเวลาทั้งหมดของผมจะเป็นของครอบครัวตลอดไปสมกับที่เธอตั้งตารอคอย...

13 ปีที่แล้ว...หน้าที่การงานผมก้าวหน้าจนก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 2 ในภาคพื้นเอเชียแปซิคฟิค...แต่เธอขอ "หย่า" เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ที่เธอบอกว่า ผมไม่เคยให้เธอ (ผมเถียงว่า ผมให้เธอทุกอย่าง)...สุดท้ายเธอบอกว่า "เมียไม่ได้ต้องการแค่ทรัพย์สินเงินทองจนเกินเก็บ หากแต่เป็นความอบอุ่นมั่นใจจากอ้อมกอดคนเป็นสามีเติมเต็มในคืนอ้างว้าง"...

สุดท้ายเธอแยกไป...ส่วนลูกๆ ปู่กับย่าจะดูแลอย่างดี เหมือนกับที่เคยเลี้ยงผมมา...

10 ปีที่แล้ว...ลูกชายคนโตซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์เพื่อนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต...ผมบินกลับจากญี่ปุ่นทั้งๆ ที่มีงานสัมมาสำคัญ แม่บอกว่า ลูกชายเกเรเลี้ยงยาก...ผมกอดลูกสาวบอกกับเธอว่า พ่อไม่ดีเอง ขอเวลาพ่ออีกนิดแล้วพ่อจะให้ทุกอย่าง...

7 ปีที่แล้ว...ก่อนแม่สิ้นใจ แม่บอกกับผมว่า อย่าเอาแต่ทำงานจนลืมไปว่า ลูกต้องการอ้อมกอดจากพ่อที่โหยหามานาน อย่าปล่อยให้เธอรอคอยอย่างเดียวดาย.

5 ปีที่แล้ว...พ่อจากไปตามแม่ ญาติๆ พากันพูดคุยโดยที่ผมแอบได้ยินว่า พ่อตรอมใจที่แม่จากไปเมื่ิอ 2 ปีที่แล้ว กับเรื่องหลานสาวหนีตามผู้ชายข้างบ้านไปอยู่ทางใต้...แกเอาแต่โทษตัวเองว่า "ไม่มีปัญญาเลี้ยงหลานให้ดี"...ขณะที่ผมก้าวสู่จุดสูงสุดทางการงาน...ผมเป็นเบอร์หนึ่งในเอเชียแปซิกฟิคตามเป้าหมาย ผมมีทุกอย่างที่ต้องการ ผมประสบความสำเร็จเหนือใคร...

แน่นอนไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีๆ การสูญเสียบางอย่างแลกกับความสำเร็จขนาดนี้มันช่างคุ้มค่า...
ต่อไปผมจะกลับไปชดเชยเยียวยาเวลาที่ผมโกงไปจากครอบครัว...

3 ปีที่แล้ว...หมอบอกว่า ผมเป็นโรคซึมเศร้า ต้องกินยาตามสั่งให้ครบ...
น่าแปลกที่ผมมีครบทุกอย่าง แต่กลับอ้างว้างอย่างที่สุด หาใครรักจริงไม่ได้สักคน มีแต่คนที่จ้องจะกอบโกยสิ่งที่ผมทุ่มเทหามาทั้งชีวิต...ไม่มีใครเหมือนพ่อ-แม่-ภรรยา และลูกๆ สักคน...ตอนนี้ผมเข้าใจสิ่งที่ภรรยาผมบอกตอนเธอจากไปแล้ว...แต่มันสายไป ไม่มีใครทนรอคอยยาวนานแบบนี้ได้...

ถึงตอนนี้ผมยอมแลกทุกอย่างที่หามาได้กับการเป็นคนหาเช้ากินค่ำพออยู่พอกิน ขอแค่ให้ได้อยู่ร่วมกับทุกคนสักช่วงชีวิตหนึ่ง...ได้โปรด!

....................

วันนี้อาตมามีความสุขกับชีวิตใหม่ในร่มกาสาวพัสตร์อันสงบเย็น หากไม่ได้เจอพระอาจารย์ อาตมาคงฆ่าตัวตายไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว...
หากวันนี้อาตมามีคุณวิเศษขอได้(ซึ่งไม่มี) ขอให้โยมทั้งหลาย อย่าทำโง่ๆ เหมือนอาตมาในอดีตอีกเลย

Cr : นุสนธิ์บุคส์, คุณเสก เพจ มดงาน บ้านรอยยิ้ม

มานอน ก่อนสี่ทุ่มกันดีกว่า

" ประโยชน์ของการนอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม "
โดย นพ.กฤษดา เล่าให้ฟังถึงผลเสียของการนอนดึกว่า
ทำให้ 5 อวัยวะหลักเสื่อมเร็วขึ้นดังนี้..

(1).."สมอง"
(2)..หัวใจ
(3)..หลอดเลือด
(4)..ต่อมไร้ท่อ
(5)..ภูมิคุ้มกันร่างกาย

ถ้าปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นคนนอนเร็วขึ้น ก่อน4 ทุ่มก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นถึง 9 ประการ..

1. สมองสร้างเคมีฯที่มีประโยชน์กับอวัยวะ..
ต่างๆของร่างกาย สมองเป็นส่วนสำคัญในการแจกงานให้อวัยวะต่าง ๆ แม้แต่เวลานอนก็ยังทำให้ร่างกายได้รับ เคมีนิทรา (เมลาโทนิน), เคมีสุข (ซีโรโทนิน),ฮอร์โมนเพศและเคมีหนุ่มสาว(โกรทฮอร์โมน)แถมยังมีเคมีบำรุงออกมาควบคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ สร้างเกราะป้องกันอาการป่วยได้ด้วย

2. สมองมีความจำดีขึ้น..
การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า คนที่นอนหลับได้แค่ราว 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกันนาน ๆ มีผลต่อความจำและสมาธิมากขึ้น นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยจัดระเบียบคล้ายกับการแยกอีเมลขยะออกไป แต่ถ้าเราอดนอน เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือไม่ก็ลิ้นพันกัน คิดอย่างพูดอย่าง

3. คุมความดันโลหิตได้..
การนอนหลับเร็ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลาย และกลไกทางชีววิทยาที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขนาดจิ๋วทำงานซับซ้อนช่วยควบคุมหัวใจ และความดันโลหิตให้สงบลง ไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่นนอน

4. ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ..
การนอนไวช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ ช่วยให้สมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อคลาย ตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลดลง

5. ได้ล้างพิษ..
เวลาที่เรานอนจะเป็นช่วง เวลาที่อวัยวะอย่าง ตับ ไต ลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น

6. ไม่อ้วนง่าย..
การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนัก ตัวได้ดีกว่า อีกทั้งยังกระตุ้นเตาเผาใน ร่างกายให้ทำงานได้ดี ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมากด้วย

7. มีสุขภาพดีขึ้นถ้าเรานอนให้เร็วขึ้น..
เราจะได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ร่างกายและสมอง ได้พักผ่อน ความจำดี มีสมาธิ มองอะไร ก็มีความสุขได้ง่ายขึ้น

8. โรคไม่กำเริบ..
การนอนไวไม่เสี่ยงต่อโรคกำเริบ โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียดซึมเศร้า และโรคมะเร็ง

9. ชะลอความแก่..
นอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะ แค่นอนก็ช่วยเสริมสร้างความหนุ่มสาว และช่วยให้หลับสนิททั้งหลายไม่ทำร้ายร่างกายก่อนวัยอันควร จึงป้องกันความเสื่อมชรา

ข้าวโพดต้ม ประโยชน์เยอะจัง

บอกต่อได้บุญมากๆ นะคะ

เรื่อง "ข้าวโพดต้ม ล้มโรคร้าย"

เรื่องนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ โคมลอยขึ้นมา เพราะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐอเมริกา รายงานผลการวิจัยลงในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่า "ข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้ว จะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน"

เมื่อก่อนนี้เราจะมีความเชื่อกันว่า ผักและผลไม้ที่ปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหาร จึงนิยมกินกันดิบๆ แต่คิดดีๆใครจะแทะข้าวโพดดิบๆกินกันล่ะคะ...ซึ่งนับว่าโชคดีทีเดียว เพราะข้าวโพดหวานเป็นพืชที่แม้ปรุงสุกแล้ว แต่ยังคงเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษไว้ได้อย่างดี ถึงจะเสียวิตามินซีไปบ้างก็ตามที ซึ่งก็อย่าได้แคร์ เพราะเราไม่ได้หวังวิตามินซีจากข้าวโพดเป็นหลักอยู่แล้วนี่

นักวิจัยทำการทดลองด้วยการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25, และ 50 องศาเซลเซียส ผลปรากฎว่า ยิ่งต้มนาน ก็จะยิ่งทำให้มีสารซึ่งเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้น 22, 44 และ 53 เปอร์เซนต์ตามลำดับ

ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า สารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษนี้จะช่วยทำลายล้างพิษของพวกอนุมูลอิสระตัวอันตรายต่อเซลล์อวัยวะต่างๆ อีกทั้งยังเป็นตัวก่อการร้ายที่จะทำให้เกิดโรคที่มีเหตุมาจากความชรา เช่น ต้อกระจก, โรคสมองเสื่อม รวมทั้งโรคร้ายอย่างหัวใจ และมะเร็งด้วย

พระเอกของเราที่รับบทเป็นตัวล้างพิษนี้ คือ กรดเฟรุลิก (Ferulic acid) กรดอินทรีย์ที่เป็นสารสำคัญช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกใช้สำหรับต่อต้านความชรา ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจ ไข้หวัด รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง

นักวิจัยกลุ่มนี้กล่าวว่า ข้าวโพดหวานต้มหรือปิ้ง จะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก ออกมา ยิ่งผ่านความร้อนสูงก็ยิ่งออกมามาก ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากกรดเฟรุลิกจัดอยู่ในพวกพฤษเคมี ซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่อุดมอยู่ในฝักข้าวโพด ดังนั้นการทำสุกจึงช่วยให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น

นอกจากจะช่วยต้านความเสี่ยงการเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งแล้ว สำหรับคนที่เป็นมะเร็งที่รับการทำคีโม กินข้าวโพดต้มจะเป็นผลดีนะคะ เพราะเจ้าสารล้างพิษนี้จะไปล้างพิษเคมีที่เกิดจากการทำคีโมได้ค่ะ...

ข้อมูลจาก truelife.com

Wednesday, February 8, 2017

สุข...สำเร็จ

"สุขสำเร็จ"

1. อะไรคือความสำเร็จ?
เมื่อใครคนหนึ่ง ผ่านอายุย่างเข้าวัยกลางคน เขามีสุขภาพแข็งแรง มีคนรักที่เข้าใจซึ่งกัน(ครอบครัว) มีลูกๆ ที่กตัญญูและเชื่อฟัง มีงานที่เขาชอบ ไม่ต้องมีชื่อเสียง ไม่ต้องร่ำรวย เป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องเป็นตัวแทนของใคร นี่คือความสำเร็จ

2. อะไรคือความสุข?
คนที่ใกล้ตายมักจะบอกเหมือนกันก็คือ "หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ทำโอทีจนไม่มีเวลาพักผ่อน ผมจะไม่เอาเป็นเอาตายกับการผ่อนบ้านผ่อนรถคันใหม่"
และเมื่อถามเขาว่า หากกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้งคุณจะทำอะไร? คำตอบที่เหมือนกันก็คือ "จะขอชดเชยโดยการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด"

3. คุณค่าของคุณอยู่ที่ไหน?
หากคุณล้มป่วยหรือใกล้ถึงความตาย บริษัทที่คุณทำงานอยู่จะรีบหาพนักงานคนใหม่มาทำหน้าที่แทนคุณในทันที งานที่บริษัทยังคงดำเนินไปเป็นปกติ คุณไม่ได้เป็นคนสำคัญที่สุดของบริษัท!
แต่สำหรับพ่อแม่ คนในครอบครัว สามีภรรยาและลูกของคุณ ท้องฟ้าของพวกเขากำลังจะถล่มลงมา เพราะคุณคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา!

4. อะไรคือวาสนา?
ไม่ร่ำรวยแต่ไม่ขัดสน ที่บ้านไม่มีคนป่วย พ่อแม่ลูกอยู่พร้อมหน้า ไม่มีญาติที่ถูกขังอยู่ในคุก ไม่มีศัตรูคู่อาฆาต ในกลุ่มไม่มีทุรชน ข้างกายไม่มีคนเลว ยามทำผิดมีกัลยาณมิตรคอยตักเตือน ทำการใดมีผู้อุปถัมภ์ มีผู้รู้เป็นมิตรสหาย นี่แหละคือวาสนา

Cr : นุสนธิ์บุคส์

Monday, February 6, 2017

มรดกของแม่

มรดกของแม่...

ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ในห้องของแม่จะมีโต๊ะอยู่ตัวหนึ่ง ที่ลิ้นชักมักล็อคไว้เสมอ ส่วนกุญแจนั้น แม่เก็บไว้ที่เก๊ะตู้เสื้อผ้าของแม่ ไม่มีลูกคนไหนที่กล้าเปิดลิ้นชัก อันเป็นที่เก็บของมีค่าของแม่แม้แต่คนเดียว!

จนวันที่แม่เสียชีวิต พี่สาวคนรองจึงพาพวกเราไปเปิดลิ้นชักของแม่ พวกเราต่างพากันงง! ในลิ้นชักไม่มีอะไรนอกจากสมุดบันทึกเล็กๆ เล่มหนึ่ง ข้างในสมุดเป็นลายมือของแม่ จดบันทึกวันเดือนปีเกิดของพวกเรา และหลานๆ ทุกคน แม่จดละเอียดแม้แต่เวลาตกฟาก วันสากล วันไทย

นี่หรือคือสมบัติที่แม่รักนักหนา! พูดไปผมก็อยากจะร้องไห้ แม่บอกพวกผมเสมอว่า ทรัพย์สมบัติทั้งชีวิตของแม่ก็คือลูกของแม่ แม่ทุ่มเทใช้ทั้งชีวิตสั่งสอนกล่อมเกลาพวกเรา ลูกของแม่ทุกคน ไม่มีใครเป็นคนเห็นแก่ตัว ทุกคนต่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เราทุกคนต่างรู้จักแบ่งปัน

ผมเป็นลูกคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ผมยังจำได้เสมอ สมัยเด็กๆ เวลาแม่พาพวกเราไปเที่ยว แม่มักจะซื้อไอติมแจกพวกเรา แต่แม่จะซื้อแค่ 6 ไม้เท่านั้น แม่ไม่เคยซื้อให้ตัวเองเลย แม่บอกกับพวกเราว่า "ให้แม่กัดคนละคำนะ"

ผมเป็นน้องคนเล็ก พอมาถึงตาผม ผมเฝ้าอธิษฐานในใจ "ขอให้แม่กัดไอติมของผมคำเล็กๆ ก็พอ หรือไม่ต้องกัดเลยจะดีกว่า!"

แต่พอมาถึงผม แม่มักจะกัดคำใหญ่จนผมหน้าบึ้ง "โธ่! ก็ทำไมแม่ต้องมากัดของผมซะคำใหญ่"

แต่มันกลายมาเป็นความเคยชิน เวลาพวกเรามีอะไรอร่อยๆ เรา มักจะให้แม่กินก่อนเสมอ ถ้าวันไหนไม่เห็นแม่อยู่บ้าน พวกเรามักจะถามคำถามที่เหมือนๆ กันก็คือ

"แม่ล่ะ? แม่ไม่อยู่เหรอ?" มันรู้สึกเหมือนว่าถ้าไม่ได้ให้แม่กินก่อน ของกินที่แสนจะอร่อยนั้น มันจะไม่อร่อยไปในทันทีเลย

ก่อนที่แม่จะสิ้นใจ แม่อยากกินอาหารอยู่ 2 อย่าง อย่างที่หนึ่งก็คือน้ำเต้าหู้เจ้าเก่าที่แม่ชอบกิน และก็ลูกพลับ ผมรีบบึ่งรถไปซื้อน้ำเต้าหู้เจ้าประจำที่หน้าวัดมาให้แม่ที่โรงพยาบาล แม่รู้สึกดีใจมาก

"อร่อยไม่เปลี่ยนเลยลูกเอ้ย!" แค่ได้ฟังแม่พูดอย่างนี้ ผมก็รู้สึกภูมิใจเหลือเกินแล้ว

ส่วนลูกพลับนั้น พี่สาวไม่รู้จะไปหามาจากไหน เพราะตลาดใกล้บ้านไม่มีขาย พี่ก็เลยซื้อส้มโอเชี่ยนมาให้แม่แทน แม่ได้แต่บอกว่า "ช่วงหลังมานี้ ลูกพลับไม่ค่อยอร่อยเหมือนเดิมนะ ลูกว่าไหม?"

บ่ายนั้น ผมไปประชุมบริษัทแทนเจ้านาย ที่งานประชุมนั้น เจ้าภาพเขาเอาลูกพลับมาเลี้ยงทุกคน ผมก็เลยขอลูกพลับกลับบ้าน 6 ลูก จากนั้นก็บึ่งรถไปโรพยาบาล ผมเดินไปกอดแม่ที่เตียง

"แม่ครับ หนูได้ลูกพลับมา 6 ลูก แม่กินลูกพลับนะครับ" จากนั้นผมก็ปอกลูกพลับให้แม่กิน 2 ลูก แม่ได้แต่ยิ้มดีใจ

"อื่ม อร่อยจริงๆ ลูกพลับลูกนี้รสชาติดีจริงๆ" ผมมองแม่กินอย่างมีความสุข ก็ได้แต่แอบปาดน้ำตา

จากนั้น 3 วัน แม่ก็เสียชีวิต ผมไม่รู้สึกเสียใจ เพราะแม่ได้กินสิ่งที่แม่ชอบกินตั้งแต่สมัยเด็กๆ ทั้ง 2 อย่าง

แม่จากพวกเราไปด้วยรอยยิ้ม แม้แม่จะไม่มีมรดกซึ่งเป็นทรัพย์สินเงินทองให้ลูกหลานเลย แต่แม่ได้ให้สมบัติอันล้ำค่าให้แก่พวกเรา แม่สอนให้เราเป็นคน เป็นคนที่รู้จักแบ่งปัน ทำให้ลูกๆ และหลานๆของแม่รู้ว่า..."การแบ่งปันคือความสุข"

Cr : นุสนธิ์บุคส์